私の心を破って停止するには、あなたを愛して停止するよりも簡単です。

ให้ฉันหยุดหัวใจตัวเอง ยังง่ายกว่าการหยุดรักเธอเสียอีก

(credit here)

 

‘นี่…ดอกซากุระเหรอ’

‘อุเมะ...ดอกบ๊วยต่างหากครับ’

การพบกันอันเรียบง่ายและแสนสั้น แต่ความรู้สึกนับจากนี้กลับเป็นนิรันดร์

 

บทนำ

คนสองคนที่เดินทางมาพบกันตามประสงค์ของบุพเพ

 

            “นายน้อย”

            “หา?”

            “ลืมหมวกแน่ะครับ”

            “อะ…อ้อ ขอบใจ” เสียงห้าวลึกกล่าวขอบคุณเป็นภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว มือใหญ่เอื้อมไปรับหมวกที่เข้ากับเครื่องแบบตนมาสวม ร่างสูงสมส่วนในชุดทหารอเมริกันลงจากเรือโดยสารลำใหญ่ นัยน์ตาสีเพลิงรับภาพบ้านเมืองที่เขารู้สึกว่ามัน ‘โบราณ’ และผู้คนในชุดรุ่มร่ามเดินกันประปราย ใบหน้าคมหันไปหาคนสนิท “อันที่จริงนายไม่ต้องตามฉันมาก็ได้นะเดวิด”

            “ได้ไงครับนายน้อย! คุณที่ต้องคอยช่วยคุณท่านบริหารงานที่อเมริกากลับมาขอเที่ยวเล่นเป็นทหาร จะไม่ให้ผมตามมาได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มผมดำแต่ดวงตาสีเขียวระล่ำระลักบอก

            “เอาเหอะ ถ้านายจะตามมาก็เลิกเรียกนายน้อยได้ไหม คำสุภาพนั่นด้วย ตอนนี้ฉันเป็นแค่ทหารนะเว้ย ยศก็ไม่ได้สูงอะไร เรียกคางามิก็พอ” นิ้วเรียวชี้ใบหน้าลูกน้อง “คิดซะว่าเราเป็นเพื่อนกัน ถ้าไม่ทำ ฉันจะไล่นายกลับอเมริกา”

            “ง่ะ! ครับ! ผมจะพยายาม”

            “…” เจ้าของเรือนผมสีแดงโดดเด่นหรี่ตาคมๆ มอง

            “อ่า อื้ม! ฉันจะพยายาม”

            “ดีมาก” คางามิยิ้มขำ “อันที่จริง เรียกแบบนี้ตลอดก็ได้นะ”

            “บ้ารึไง คุณท่านด่าฉันตายเลยสิ” จริงๆ แล้วเดวิดเติบโตมาพร้อมกับคางามิ สามารถคุยกันแบบเพื่อนจนกระทั่งพูดเล่นพูดหัวนั่นแหละ แต่เวลาอยู่กับพ่อของคนผมแดงก็ต้องพูดอะไรที่เป็นพิธีการบ้างล่ะนะ ยังไงก็เป็นลูกชายของผู้มีพระคุณนี่

            “ฮ่าๆๆ!” ชายหนุ่มหัวเราะขณะเดินดูนู่นดูนี่ในตลาดไปเรื่อย “เจ้าพ่อบ้างานนั่นปล่อยไปเถอะ เอาแต่ทำงานทั้งวี่ทั้งวัน แถมเร็วๆ นี้ยังทำท่าจะหาภรรยาให้ฉันอีก เหนื่อยใจเป็นบ้า”

            “เขาทำเพราะห่วงนายไม่ใช่รึไง อายุก็ไม่น้อยแล้ว ควรจะแต่งงานมีหลานให้ท่านอุ้มได้แล้ว”

            “ตอนนี้ไม่อยากแต่งนี่หว่า อันที่จริงฉันก็ช่วยงานพ่อได้ไม่ขาดตกบกพร่องนะ ให้สืบกิจการเลยก็ยังได้ แต่พอเขาบอกจะให้ฉันแต่งงานเท่านั้นแหละ ฉันเลยต้องหนีมานี่ไงเล่า”

            “ก็ไม่ปฏิเสธเสียทีเดียวนี่ นายก็แค่ขอเวลามาเที่ยวเล่นก่อนจะกลับไปแต่งงานใช่ไหมล่ะ” คนผมดำยิ้ม “เอริก้าเป็นคนดีนะ เธอจะเป็นแม่ของลูกที่ดี”

            “เรื่องนั้นฉันรู้เว้ย” ชายหนุ่มถอนหายใจ มองออกไปไกลๆ ด้วยสายตาที่เรียบเฉย “ฉันก็แค่ไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เอริก้าเองก็ไม่ได้รักฉันเหมือนกัน เราก็แค่หมั้นเพราะพ่อแม่เราเห็นดีด้วย”

            “อย่างกับในละคร”

            “อยากโดนเตะปากไหม เดวิด”

            “ฮ่าๆๆ”

            “อ่ะ หยุดแป๊บนึงสิ” ขายาวหยุดลงที่หน้าร้านค้าร้านหนึ่ง ร้านนี้ดูไม่มีข้าวของอะไรโดดเด่นนัก โทนสีก็จืดจางอีกทั้งมีเพียงอุปกรณ์เครื่องเขียน แต่ท่ามกลางความจืดจางนั้นกลับมีผ้าใบสีขาวที่เขียนตักษรญี่ปุ่นแสนประณีตสะกดตาอยู่ในนั้น “นั่นอ่านว่าอะไรนะ…”

            “ฮิคาริ (光) ที่แปลว่า แสง น่ะค่ะ”

            “อ้อ…แว้ก!” สองหนุ่มสะดุ้งโหยง หันไปมองหญิงสาวที่หัวเราะขบขันกับท่าทางตกใจของพวกเขา

            “ขอโทษนะคะ พอดีเห็นพวกคุณมามองๆ ตรงร้านนี้ ฉันเลยมาดูน่ะค่ะเพราะเจ้าของร้านเขาไม่อยู่” เธอบอกยิ้มๆ เป็นภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก “ฉันเป็นเจ้าของร้านขายผ้าตรงข้ามค่ะ”

            “อ่า งั้นเหรอ…ครับ ขอโทษที่รบกวน” คางามิตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่น ติดจะแปร่งๆ แต่ก็คล่องแคล่ว

            “หืม คุณพูดญี่ปุ่นได้หรือคะ หรือเป็นลูกครึ่ง?”

            “เปล่า พ่อแม่ผมเป็นคนญี่ปุ่นแต่ไปอยู่ที่อเมริกา…ครับ”

            “งั้นเหรอคะ อ๊ะ ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันหรอกค่ะ ฉันอายุน่าจะพอๆ กับคุณ ถึงคุณจะดูตัวใหญ่ก็เถอะ” จิอากิยิ้ม “พูดถึงภาพ…ฮิคาริน่ะค่ะ ดูเหมือนคุโรโกะคุง…เจ้าของร้านจะไม่ขายให้ใครนะคะ ต้องขอโทษด้วย”

            “งั้นเหรอ…” นัยน์ตาสีเพลิงมีแววผิดหวังเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ขอบคุณมากครับ”

            “ค่า”

            หลังเดินออกมาห่างจากร้านได้พอสมควร เดวิดก็ถามร่างสูงข้างกายซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉย เขารู้จักคางามิดี คนคนนี้มีนิสัยอย่างหนึ่งที่เด็กอยู่ คืออยากได้อะไรต้องได้ อยากชนะต้องชนะ “ไม่อยากได้เหรอ”

            “อยาก”

            “แล้ว…”

            “รอให้เจ้าของร้านกลับมาก่อนฉันจะลองไปคุยดู เขาอาจจะมีเหตุผลที่ไม่ยอมขาย แต่ถ้าเสนอราคาไป เขาอาจจะยอมก็ได้” พูดอย่างมั่นใจตามประสานักธุรกิจที่เคยเจรจากับคู่ค้ามานักต่อนัก “เออเดวิด วันนี้ฉันจะออกมาเดินตลาดตอนกลางคืนสักหน่อย ไม่ต้องตามมานะ”

 

            หลายชั่วโมงก่อน

     คุโรโกะเกลียดการที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับพวกตะวันตก

            เจ้าของตัวตนจืดจางนั่งตรงมุมร้านขายน้ำชาร้านประจำ มองคนผิวขาว ผมทองๆ แดงๆ ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนเอเชียเดินกันขวักไขว่ ผู้ชายเกือบทั้งหมดใส่สูทตัดเนี้ยบรีดกริบ ผู้หญิงก็อยู่ในชุดกระโปรงรูปทรงแปลก นัยน์ตาสีฟ้ากลอกเซ็งๆ เมื่อพบว่ากลุ่มคนที่สวมอาภรณ์เช่นนี้ไม่ได้มีเพียงต่างชาติ หากแต่ยังมีคนญี่ปุ่นแท้ๆ อีกด้วย แน่นอนภาพเหล่านี้สร้างความไม่พอใจแก่ชาตินิยมอย่างเขาเป็นอย่างมาก

            มือเรียวยกถ้วยชาดื่มจดหมดได้คราเดียว วางเงินค่าน้ำชาและขนมสองสามอย่างที่สั่งไว้บนโต๊ะ จริงๆ เรียกเจ้าของร้านมาเก็บเงินได้สักพักใหญ่แล้ว หากแต่เจ้าตัวไม่มาเสียที เหตุจากตัวเขานี่แหละจืดจางจนแม้กระทั่งเจ้าของร้านก็ยังลืม…หรือคราวหน้าจะลองชักดาบดู คงสนุกไม่น้อยล่ะนะ นัยน์คู่สีฟ้ามีแววหัวเราะกับความคิดตนแม้ใบหน้าจะยังเรียบเฉย

            ระยะทางร้านน้ำชากับระยะทางบ้านของคุโรโกะไม่ห่างกันนัก จึงใช้เวลาไม่นานเพื่อเดินทางไปๆ มาๆ ร่างโปร่งเข้ามาในบ้านของตนที่ชั้นล่างใช้เปิดเป็นร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียน อีกทั้งยังขายภาพตัวอักษรซึ่งตัวเขาเป็นคนเขียนขึ้นเอง ชายหนุ่มนำแผ่นป้ายที่เขียนว่า ‘ปิด’ ออกแล้วแทนที่ด้วยคำว่า ‘เปิด’

            “อ้าว คุโรโกะ ไปกินกลางวันมาแล้วเหรอ”

            คนถูกถามหันไปมองต้นเสียง ใบหน้านวลประดิษฐ์ยิ้มเบาบางเมื่อพบว่าเป็นใคร “ครับ โองิวาระคุง ขอบคุณที่ช่วยดูร้านไว้ให้นะครับ อ้อ ขอบคุณที่ดูแลเบอร์สองให้ด้วย”

            “ไม่เป็นไรหรอก ก็อยู่ติดกันแค่นี้เอง” ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเปลือกไม้กล่าวกลั้วหัวเราะ วางสุนัขตัวน้อยลงไปหาเจ้าของมันแล้วยกนิ้วโป้งชี้ไปที่บ้านหรือร้านขายเครื่องไม้ของตนประกอบว่าอยู่ติดกันจริงๆ “เอ้อ ช่วงที่นายพัก มีเด็กมาหา…”

            “คุโรโกะเซนเซย์!”

            ยังไม่ทันที่โองิวาระจะกล่าวจบ กลุ่มเด็กตัวเล็กทั้งหญิงชายประมาณเจ็ดถึงแปดคนก็กรูเข้ามาหาพวกเขา แขนเรียวอ้ารับเด็กหญิงใจกล้าคนหนึ่งที่โถมตัวเข้าหาตัวเขาอย่างจัง พยายามอย่างที่สุดที่จะทรงตัวไม่ให้ล้มยามมีเด็กๆ มารายล้อมขอให้อุ้ม

            “เป็นที่รักจังนะ เซนเซย์” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยแซว เรียกสายตาค้อนๆ จากดวงตาสีฟ้าเป็นอย่างดี

            “ไอริจัง โถมตัวมาแบบนี้มันอันตรายนะครับ” น้ำเสียงเอ็ดแต่ริมฝีปากกลับประดิษฐ์ยิ้ม

            “เซนเซย์ขา สอนพวกเราเขียนพู่กันหน่อยสิคะ” เด็กหญิงเจ้าของชื่อไอริว่าอย่างออดอ้อน คุโรโกะอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มแดงๆ นั่นอย่างมันเขี้ยว

            “ใช่ค่ะ มิกิอยากเขียนชื่อตัวเองสวยๆ อ่ะ”

            “เซนเซย์”

            “แต่วันนี้วันหยุดของผมนะครับ ปกติจะเรียนหนังสือต้องวันจันทร์ถึงศุกร์สิ” เสียงทุ้มติดหวานอธิบาย ปกติเขาจะเปิดร้านวันเสาร์ถึงอาทิตย์ ส่วนจันทร์ถึงศุกร์จะเปิดร้านแค่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็จะรับสอนหนังสือแก่เด็กๆ ทั้งวิชาการและการเขียนพู่กัน ตัวเขารับเงินเท่าที่พ่อแม่เด็กมีจะจ่ายเท่านั้นเนื่องจากเขาก็แค่รักเด็ก อยากใช้เวลาและมอบความรู้ให้กับพวกเขา ส่วนเรื่องเงินทองเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนนักเพราะอุปกรณ์เครื่องเขียนมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว อีกทั้งตัวอักษรที่เขาเขียนก็ขายได้ราคาดีจากพวกลูกผู้ดีที่ชื่นชอบงานศิลปะประเภทนี้

            “งั้นไปเล่นตรงริมแม่น้ำกันเถอะฮะ พี่ชิเงะก็ด้วยนะ พี่บอกจะสอนผมจับปลาใช่ไหม”

            “ฮะๆ อยากจับเป็นขนาดนั้นเลยเหรอมาโคะ เอาสิ!” แขนแกร่งโอบอุ้มเด็กชายที่ชื่อมาโคโตะมีอุ้มแล้วเหวี่ยง หัวเราะเสียงดังเมื่อเด็กๆ ที่เหลือประท้วงจะให้อุ้มบ้าง

            “โองิวาระคุง แล้วร้านล่ะครับ!” เจ้าของใบหน้านวลถามอึ้งๆ คนคนนี้นี่ไหลไปตามน้ำอยู่เรื่อย!

            “เดี๋ยวฝากจิอากิดูไง” โองิวาระบอก พยักเพยิดไปที่หญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายผ้าตรงข้ามกับร้านพวกเขา

            “ไปรบกวนเธอบ่อยๆ ได้ไงครับนั่น…” คุโรโกะว่าเสียงเหนื่อยแต่ก็ต้องยอมแพ้เมื่อเห็นร่างสูงของเพื่อนตั้งแต่เด็กวิ่งเหยาะๆ ไปรบกวนฝ่ายนู้นเรียบร้อย “ไปก็ได้ครับ แต่ต้องรอเย็นๆ ก่อนนะ เล่นน้ำช่วงกลางวันอย่างนี้คงไม่ดีนัก” บอกเด็กๆ ที่เขย่าแขนตนไม่หยุดหย่อนอย่างจนใจ

            ถึงอย่างนั้น โองิวาระและเด็กๆ ก็เป็นความสุขเล็กๆ อย่างนึงของเขาหลังจากต้องอยู่คนเดียวเพราะครอบครัวลาจากไปด้วยอุบัติเหตุ ท่ามกลางบ้านเมืองที่ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบไหน การได้ยิ้มได้หัวเราะกับบุคคลเหล่านี้และจมตัวเองกับโลกตัวอักษรเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่อยากจะสูญเสียไป

 

            ตกเย็นคุโรโกะและโองิวาระรวมทั้งเบอร์สองพากันเดินไปส่งเด็กๆ ที่บ้าน โค้งกายขอโทษบุพการีพวกเขาที่ทำให้ลูกเต้าต้องกลับบ้านมืดค่ำอีกทั้งยังตัวเปียกโชกกันไปหมด คนเหล่านั้นบอกว่าไม่เป็นไรอีกทั้งยังให้ของกินอร่อยๆ กลับมาเป็นของขอบคุณทั้งคู่ที่ช่วยดูแลเด็กๆ ให้

            ระหว่างทางกลับบ้านโองิวาระชวนคุโรโกะเดินเล่นที่ตลาดซึ่งดูเหมือนวันนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ อาจจะเพราะตะวันตกเดินทางเข้ามาที่ญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันอวดว่าประเทศนี้ของพวกเขามีอะไรดี

            นัยน์ตาสีฟ้ารับภาพแสงไฟสีส้มข้างทางตัดกับความมืดของท้องฟ้ายามราตรี ช่างดูคล้ายกับดวงดาวซึ่งแข่งกันทอแสงระยิบระยับ เขาหัวเราะน้อยๆ เมื่อเห็นเบอร์สองดูตื่นตาตื่นใจกับที่นี่แถมสี่ขาเล็กๆ นั่นก็เดินไปเดินมาไม่หยุดหย่อน ชายหนุ่มหลับตาสูดกลิ่นอ่อนโยนของอาหารและบรรยากาศนุ่มนวลของญี่ปุ่นไว้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รักกลิ่นอายเหล่านี้เหลือเกิน แค่คิดว่าในอนาคตบ้านเมืองจะเจริญขึ้นหากแต่สิ่งเหล่านี้จะต้องหายไปก็อดเหงาในใจไม่ได้

            “โองิวาระคุงครับ…” เอ่ยปากชวนคนข้างกายคุย

            …

            เมื่อสิ่งตอบกลับคือความเงียบ ใบหน้านวลจึงหันไปมองตำแหน่งที่คิดว่าคนตัวสูงน่าจะอยู่ข้างๆ “เบอร์สอง เห็นโองิวาระคุงไหม”

            ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นสุนัขตัวน้อยทำหน้างง

            …พลัดหลงกันจนได้

            ร่างโปร่งถอนหายใจเหนื่อย กระนั้นก็ยังยิ้มมุมปากจางๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าเพื่อนวัยเด็กของตนเป็นคนระริกระรี้กับแสงไฟพวกนี้มากแค่ไหน คงมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศคึกคักเหล่านี้ล่ะมั้ง ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อจู่ๆ เบอร์สองก็วิ่งพรวดออกไป

            “เบอร์สอง!”

            “บ๊อกๆ”

            บ๊อกๆ อะไรเล่า!

            “กลับมานะเบอร์สอง! ขอโทษครับ ขอโทษนะครับ” เรียกสุนัขของตนไม่เบานัก ความหงุดหงิดในใจเกิดขึ้นน้อยๆ เมื่อสี่ขาเล็กๆ นั้นไม่มีทีท่าจะหยุดวิ่ง ชายหนุ่มกล่าวขอโทษผู้คนที่เขาต้องวิ่งเบียดไปมาเพื่อตามสัตว์เลี้ยงของตนให้ทัน

            จับได้ล่ะน่าดู!

            คุโรโกะคาดโทษ ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าเบอร์สองวิ่งช้าลง ดูเหมือนเป้าหมายของมันจะเป็นผู้ชายตัวโตเกินความจำเป็นคนหน่งที่กำลังจะจิ้มทาโกะยากิเข้าปาก แอบเบ้หน้าน้อยๆ เมื่อเห็นชุดทหารอเมริกันที่คนคนนั้นสวม เขามองเห็นอีกฝ่ายไม่ชัดนักแต่ก็พอจะรู้ว่าคนคนนี้สะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าสุนัขของเขาเข้าใกล้ วินาทีต่อมาคือเสียงห้าวลึกนั้นร้องว้ากแล้ววิ่งถือทาโกะยากิออกไปจากตลาดโดยมีเบอร์สองวิ่งตาม

            …ก่อเรื่องอีกแล้ว โธ่เอ๊ย!

 

            “ว้ากกก อย่าตามมานะเว้ย ไอ้หมาบ้า!” ด้านคางามิที่ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีหมายังคงร้องโอดโอยเมื่อมันไม่มีทีท่าจะหยุด ชายหนุ่มตัวโตน้ำตาซึมกับสัตว์น่าขนที่เขากลัวโคตรๆ รองลงมาจากผี!

            “บ๊อกๆ แฮ่”

            “แย้กกก กลัวแล้วครับ โฮววว” ดูเสียงคำรามอันน่าสยดสยองนั่นสิ! ฮือออ พ่อครับ ไทกะอยากกลับไปหาพ่อ ยังคงวิ่งต่อไปและชะงักกึกเมื่อพบว่าตัวเองวิ่งมาจนพ้นตลาดและเบื้องหน้าเป็นริมน้ำสุดวังเวง

            ฮูก ฮูกกก

            …นี่มันเวรกรรมอะไรที่ฉันทำวะเนี่ย!!!

            ใบหน้าคมเหยเกเมื่อได้ยินเสียงซาวด์สุดสยอง ไหนจะสัตว์น่าขน ไหนจะเสียงใบไม้เสียดสี ลมพัดวิ้วๆ ชวนใจสั่นนี่อีก

            แต่ถ้าให้เลือก สุนัขก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตนะ เขาไม่มีทางต่อกรกับสิ่งไม่มีชีวิตได้หรอก สาบานได้!

            “หงิง”

            “ฮะ นี่แกก็กลัวเรอะ” แสยะยิ้มหยันเมื่อเห็นไอ้ตัวที่วิ่งไล่เขาเมื่อกี้ครางอย่างป๊อดๆ (?) ความกลัวเริ่มเบาบางลงเมื่อคนข้างๆ นั้นกลัวมากกว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นแหละ เมื่อเริ่มตั้งสติได้ร่างสูงจึงนั่งยองๆ เพื่อกินไอ้กลมๆ ที่เพิ่งซื้อมา หน้าริมแม่น้ำซึ่งไม่ลึกนักออกจะตื้นมากๆ ด้วยซ้ำ นัยน์ตาคมกริบสีเพลิงทอดมองสายธารไหลเอื่อยทอประกายระยับเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ซึ่งส่องลงมาตกกระทบ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงแมลงเล็กๆ ตามต้นไม้

            แปะ

            “หือ?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเมื่อเห็นกลีบดอกไม้สีชมพูร่วงโปรยมาแปะบนผิวเนื้อ มือใหญ่หยิบมันขึ้นมาพินิจ “นี่….ดอกซากุระเหรอ” เสียงห้าวลึกเปล่งคำถามขึ้นลอยๆ ราวกับจะฝากมันไปกับสายลม

            “อุเมะ…ดอกบ๊วยต่างหากครับ”

            …สายลมไม่น่าตอบได้

            “แว้ก!!!” ร่างสูงสะดุ้งสุดตัว แต่ด้วยความที่เติบโตมาจากอเมริกา ความใจกล้าของเด็กนอกสอนให้หันไปมองทุกสิ่งกับตาเสียก่อน แต่บอกเลย เขาโคตรเกลียดนิสัยแบบนี้เลยว่ะ เกิดหันไปเจอเลือดแดงๆ ท่วมหน้าหรือเครื่องในทะลักจะทำยังไง!

            ใบหน้าคมหันไปมองต้นเสียงแล้วก็ต้องหยุดชะงักกับภาพตรงหน้า

            สุนัขตัวน้อยวิ่งไปหาเจ้าของของมัน นัยน์ตาสีฟ้านั้นฉายแววตำหนิน้อยๆ ก่อนจะเบือนมาสบประสานกับเขา ถึงจะเป็นเวลาราตรีแต่แสงจันทร์ที่สอดส่องกลับขับใบหน้านวลผ่องนั้นให้ดูละมุนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ใช่ใบหน้าสวยๆ ของผู้หญิง แต่เป็นใบหน้าเรียบเฉยติดหวานเจือแววดื้อรั้นของบุรุษเพศ ร่างโปร่งในอาภรณ์สีจืดจางยืนอยู่ตรงนั้น ใต้ต้นบ๊วยที่ผลิดอกตูมซึ่งมีกลีบร่วงโรยลงมาตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนกลิ่นต้นไม้ที่คางามิจำได้ว่าชื่อวานิลาปนๆ ไปกับกลิ่นของหมึกที่เหมือนไว้เขียนอักษรโชยมาแตะจมูก

            …เหมือนภาพมายาที่ไม่น่ามีอยู่จริง

 

การพบกันอันเรียบง่ายและแสนสั้น แต่ความรู้สึกนับจากนี้กลับเป็นนิรันดร์

 

(to be con)

 

indiqirl

โปรเจกต์เก่าเคลียร์แล้วเหรอคะแชมเปญ ยังมีหน้ามาเปิดเรื่องใหม่ Foot in mouth

จริงๆ อยากเขียนไฟดำย้อนยุคของตัวเองมานานแล้วค่ะ แต่ยังจบต้นชนปลายอะไรไม่ได้ เลยได้แต่เขียนช็อตฟิคไป ๒ เรื่อง คือเรื่อง รอ กับอีกเรื่องที่ยังไม่ได้ลงแต่เขียนจบตั้งแต่ปีที่แล้ว (คิดชื่อเรื่องไม่ออก)

ในที่สุดก็ได้เขียนอ่ะ ฮือ ดีใจจัง Tongue out ชื่อเรื่องนี่สิ้นคิดมากบอกเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕ อาชีพของสองคนนี้ก็คิดแล้วคิดอีกแน่ะ คืออยากให้คางามิมาในมาดเครื่องแบบแล้วน้องก็ออกแนวบัณฑิตนิดๆ หัวเก่าหน่อยๆ อะไรแบบนั้นน่ะค่ะ #เหตุผลแค่นี้แหละ สังเกตว่าปูให้น้องไม่ชอบพวกตะวันตก ดังนั้นคางามิคงโดนเกลียดขี้หน้าไม่น้อยค่ะ โถ่พ่อเทนชิ Foot in mouth ก็ยังมีปมอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้ใส่เข้ามา แถมบทชิเงะนี่บอกตรงๆ ว่าตอนแรกจะยัดให้โฮ่ แต่รู้สึกขำที่นางจะมาทำตัวร่าเริงแสนดีอ่ะ หน้าไม่ให้จริงๆ ขอโทษนะ โฮ่ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ แต่พวกคิเซคิจะโผล่แน่ๆ ค่ะ เพราะส่วนตัวเราก็หลงมิเนะเหมือนกัน Wink อ่านแล้วรู้สึกยังไงทิ้งคอมเม้นต์ไว้หรือเมนชั่นไปเม้าท์แตกในทวิต @indiqirl กันนะคะ พบกันตอนหน้า Surprised

 

Comment

Comment:

Tweet

อร๊ายยยยยยยยยยยยย ชอบมากเลยคะ!!! >< แนวแบบนี้พึ่งเคยอ่านเบยยยย ชอบบบๆๆๆ จะติดตามเรื่อยๆนะคะ =W= confused smile confused smile confused smile confused smile

#3 By SUMER_FURI on 2015-05-02 23:58

โฮววววน้องแชมมี่เขียนบรรยายได้ดีมากกก แนวย้อนยุคนี่มันบันไซค่าาาา #คลั่งหนุ่มบาสย้อนยุค55555 ชอบสามี เฮ้ย ชอบพี่เสือใส่เครื่องแบบอเมริกัน นึกภาพนี่เลยโครตหล่อแมนค่ะ น่าซบมาก ฟืดฟาด 5555
หวังว่าน้องครกคงขายให้คางามิ ป้าย"แสง" แสงคือไฟนั้นไงเล่าฟฟฟฟฟ นึกให้ไกลๆก็ฟินค่ะ ฉากสุดท้ายน้องครกโครตนางเอกมาเยือนพบหนุ่มทหารอเมริกันครึ่งญี่ปุ่นอย่างพี่เสือตบด้วยฉากใต้ต้นดอกบ๊วยอีกด้วย โครตชอบค่ะ

จะรอติดตามเรื่อยๆ #น้องฝากฟิดให้พี่ด้วย กลัวตามไม่ทันฮ่าcry

#2 By BlackCat on 2015-05-01 18:49

สิ่งแรกที่อยากจะทำคือกรี๊ดดด เย้ๆดีใจที่แชมแต่งแนวย้อนยุค ตัวเองเป็นคนที่ชอบอ่านแนวนี้มากก>_< มาตอนแรกพี่ไฟเป็นทหาร โอ้ยยหนุ่มเครื่องแบบ #เข้าไปซบ พี่ไฟก็คงคอนเซปเป็นเทนชิเหมือนเดิม ดีงามจริงๆ;////; ส่วนน้องเป็นครูสอนพู่กัน อันนี้ยิ่งอยากกรี๊ดด นึกสภาพตอนที่น้องกำลังนั่งเขียนพู่กัน มันคงเป็นภาพที่งดงามมาก #เริ่มเพ้อละ ฮาสุดตอนที่พี่ไฟวิ่งหนีเบอร์2 ไม่ว่าพี่ไฟจะอยู่โลกไหนก็กลัวหมาตลอดเลยนะคะ55555 ฉากสุดท้ายได้ใจมาก ตอนที่อ่านแล้วนึกภาพน้องตอนที่ยืนอยู่ใต้ต้นบ๊วยตาม ฮื่อๆๆเขินแทนพี่ไฟเลย>///< รอตอนต่อไปนะ~

#1 By Fame Fujoshi on 2015-05-01 14:32